บทความนี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมไทยแลนด์ลีก 2025 ทั้ง 9 คน โดยวิเคราะห์จากผลงานจริง สถิติการเสียประตู จำนวนแมตช์ และค่าเฉลี่ย พร้อมเจาะลึกบุคลิกภาพของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นนีล เอเธอริดจ์ นายด่านระดับพรีเมียร์ลีก หรือดาวรุ่งไทยอย่างวัชระ ศรทองจันทร์ ทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์และบทบาทสำคัญในการป้องกันประตูให้กับต้นสังกัดอย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้
รวมรายชื่อผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมไทยแลนด์ลีก 2025 พร้อมสถิติ ค่าเฉลี่ย และบุคลิกเชิงลึกของแต่ละคน ตั้งแต่นีล เอเธอริดจ์ถึงจิรวัฒน์ วังทะพันธ์
1. นีล เอเธอริดจ์ (Neil Etheridge)

- สโมสร: บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
- เสียประตู: 20
- ลงเล่น: 30 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 0.67
นีล เอเธอริดจ์ คือผู้รักษาประตูที่โดดเด่นที่สุดในไทยลีก 2025 ด้วยดีกรีอดีตนายด่านพรีเมียร์ลีกกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เขานำเอาประสบการณ์ระดับโลกมาช่วยยกระดับเกมรับของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดอย่างชัดเจน จุดแข็งของเขาคือการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม การยืนตำแหน่งแม่นยำ และการเซฟในจังหวะสำคัญ โดยเฉพาะในเกมใหญ่ที่มีความกดดันสูง
เขายังมีบทบาทเหมือนผู้นำแนวรับที่ช่วยจัดระเบียบทีมได้อย่างมีระบบ สถิติการเสียเพียง 20 ประตูจาก 30 นัดคือหลักฐานชัดเจนถึงความยอดเยี่ยมของเขา
สุขุม เยือกเย็น และมั่นใจในตนเอง เป็นผู้รักษาประตูที่มีความเป็นผู้นำสูง ชอบสื่อสารกับแนวรับอย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความเคารพจากเพื่อนร่วมทีมอย่างมาก
2. ปฏิวัติ คำไหม (Patiwat Khammai)

- สโมสร: แบงค็อก ยูไนเต็ด
- เสียประตู: 29
- ลงเล่น: 28 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.04
ปฏิวัติ คำไหม คือผู้รักษาประตูชาวไทยที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาล 2025 เขาได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและความสามารถระดับแถวหน้าของลีก
หนึ่งในจุดแข็งของเขาคือ ความเร็วในการตอบสนอง (reflex) ที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับลูกยิงระยะใกล้ หรือจังหวะเปลี่ยนทางในพื้นที่แคบ ปฏิวัติมักจะล้มตัวและพุ่งปัดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยให้แบงค็อก ยูไนเต็ด รอดพ้นจากการเสียประตูหลายครั้งในสถานการณ์สำคัญ
นอกจากนี้ เขายังมีความสามารถในการ เล่นบอลด้วยเท้าได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับสไตล์การเล่นของแบงค็อก ยูไนเต็ด ที่เน้นการครองบอลและต่อบอลจากแดนหลัง ปฏิวัติมีความแม่นยำในการเปิดบอลสั้น-ยาว และมักเป็นจุดเริ่มต้นของเกมบุกที่รวดเร็วของทีมได้เป็นอย่างดี
อีกจุดที่น่าชื่นชมคือ การยืนตำแหน่งที่แม่นยำ เขาอ่านเกมได้ดีมาก โดยเฉพาะในจังหวะที่คู่แข่งกำลังเตรียมยิง ทำให้สามารถดักทางและบังมุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะไม่ใช่นายด่านที่รูปร่างใหญ่โต แต่เขาชดเชยด้วยไหวพริบ ความเร็ว และความมั่นใจ
นอกจากนี้เขายังมีความสามารถในการเปิดบอลขึ้นเกมรุกจากแนวหลัง ช่วยสร้างจังหวะสวนกลับได้หลายครั้ง มุ่งมั่น เสมอต้นเสมอปลาย และรักการพัฒนาตัวเอง เป็นคนที่มีทัศนคติบวก รับฟังคำแนะนำ และมีวินัยสูงในการซ้อม
3. เบญจพร วงศ์สะเจียม (B. Wongsajaem)

- สโมสร: อุทัยธานี
- เสียประตู: 35
- ลงเล่น: 30 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.17
แม้ว่าอุทัยธานี เอฟซี จะเป็นหนึ่งในทีมที่ต้องเจอกับแรงกดดันด้านแนวรับแทบทุกเกม แต่ เบญจพร วงศ์สะเจียม กลับสามารถรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นของตัวเองไว้ได้อย่างน่าชื่นชม เขาเป็นผู้รักษาประตูที่มีความโดดเด่นในด้าน ความกล้าหาญ ความคล่องตัว และความไวในการตอบสนอง โดยเฉพาะเมื่อต้องรับมือกับเกมโต้กลับเร็วจากทีมคู่แข่ง
จุดแข็งที่สุดของเขาในฤดูกาลนี้คือการรับมือกับสถานการณ์ดวลเดี่ยว (One-on-One) ซึ่งเขาแสดงให้เห็นถึงการยืนตำแหน่งที่แม่นยำ บวกกับการพุ่งเข้าใส่จังหวะยิงของกองหน้าอย่างเด็ดขาด หลายครั้งที่เขาช่วยทีมไว้ได้ในช่วงเวลาที่คับขัน เช่น ในนาทีท้ายเกม หรือตอนที่ทีมกำลังตกเป็นรอง เขายังมีทักษะการล้มตัวรับบอลที่รวดเร็ว และการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศได้ฉับไว ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้รักษาประตูระดับแถวหน้า
แม้จะไม่ได้อยู่กับทีมที่แข็งแกร่งด้านแนวรับ แต่เขายังสามารถ ควบคุมพื้นที่หน้าปากประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนสำคัญในการพาทีมเก็บแต้มสำคัญในหลายนัดของฤดูกาลนี้
เปี่ยมด้วยพลังและอารมณ์ร่วม มีคาแรกเตอร์แบบนักสู้ที่พร้อมชนทุกจังหวะ มักปลุกใจเพื่อนร่วมทีม และแสดงความมั่นใจอย่างชัดเจนเมื่ออยู่ในสนาม
4. กิตติพงษ์ ภูแถวเชือก

- สโมสร: ราชบุรี เอฟซี
- เสียประตู: 41
- ลงเล่น: 26 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.58
กิตติพงษ์ ภูแถวเชือก คือนายทวารที่เล่นในสไตล์ “Sweeper-Keeper” หรือผู้รักษาประตูที่มีบทบาทมากกว่าแค่การเซฟลูกยิง เขาเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูไม่กี่คนในไทยลีกที่กล้าออกมานอกกรอบเขตโทษเพื่อช่วยดักบอลจากแนวลึก และมีบทบาทคล้ายกับเซ็นเตอร์แบ็คคนสุดท้ายในหลายสถานการณ์
สิ่งที่ทำให้กิตติพงษ์แตกต่างคือ ความสามารถในการอ่านเกมล่วงหน้า เขามีไหวพริบในการคาดเดาการเคลื่อนไหวของแนวรุกคู่แข่ง และสามารถออกมาตัดบอลก่อนที่สถานการณ์จะกลายเป็นอันตราย นอกจากนี้เขายังมีความแม่นยำในการเปิดบอลขึ้นหน้า ไม่ว่าจะเป็นการขว้างบอลสั้นเพื่อเริ่มเกมจากแดนหลัง หรือเตะยาวเปิดเกมรุกอย่างรวดเร็ว
ในหลายแมตช์ กิตติพงษ์คือจุดเริ่มต้นของจังหวะสวนกลับ โดยใช้เท้าหรือมือในการส่งบอลขึ้นหน้าอย่างชาญฉลาด ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นพิเศษของเขาที่ไม่ใช่ทุกผู้รักษาประตูจะมี
สุขุม รอบคอบ และฉลาดในการเล่น เขาเป็นที่พึ่งพาได้ของแนวรับ และมีภาวะผู้นำในการวางแผนป้องกัน
5. อภิรักษ์ วรวงศ์

- สโมสร: เชียงราย ยูไนเต็ด
- เสียประตู: 48
- ลงเล่น: 29 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.66
อภิรักษ์ วรวงศ์ คือหนึ่งในผู้รักษาประตูสายใจสู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากในไทยลีก เขาแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับแนวรุกของทีมคู่แข่งที่มักบุกใส่อย่างหนัก โดยเฉพาะกับทีมระดับหัวตารางที่มีเกมรุกดุดัน แม้จะเจอกับจังหวะกดดันซ้ำ ๆ แต่เขายังคงสามารถเซฟลูกยากและสำคัญได้อย่างสม่ำเสมอ
จุดแข็งของอภิรักษ์คือการ ตัดสินใจที่เด็ดขาดและแม่นยำเมื่อออกมาตัดบอลเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวะหลุดเดี่ยว ลูกครอส หรือลูกแทงทะลุแนวรับ เขามีความมั่นใจในการอ่านเกมล่วงหน้า และมักทำให้คู่แข่งเสียจังหวะจากการพุ่งออกมาเร็วแบบฉับพลัน นอกจากนี้ เขายังมีความแข็งแกร่งด้านเทคนิคพื้นฐาน เช่น การยืนตำแหน่ง การใช้มือ และการคุมมุม ซึ่งช่วยลดโอกาสเสียประตูให้ทีมได้มาก
แม้ทีมจะเสียประตูเยอะในบางนัด แต่หลายจังหวะที่อภิรักษ์เซฟไว้ได้ก็มีผลต่อเกมอย่างมาก และช่วยให้เชียงรายยังอยู่ในเส้นทางการแข่งขันอย่างมีความหวังในหลายแมตช์สำคัญของฤดูกาล
6. กฤษฎา แสนสุข

- สโมสร: สุโขทัย เอฟซี
- เสียประตู: 45
- ลงเล่น: 27 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.67
กฤษฎา แสนสุข เป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่มีจุดเด่นด้านความว่องไวและพลังในการกระโดดป้องกันลูกยิง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเซฟลูกยาก เขามักจะพุ่งตัวได้รวดเร็วและแม่นยำ สามารถสปริงตัวสูงปัดลูกบอลที่กำลังมุ่งเข้าสามเหลี่ยมประตูได้อย่างน่าทึ่ง
นอกจากปฏิกิริยาอันยอดเยี่ยมแล้ว เขายังมีความสามารถในการรับมือกับลูกยิงไกล ซึ่งในหลายแมตช์ที่ผ่านมาเขาเซฟลูกยิงจากนอกกรอบเขตโทษได้อย่างสวยงาม รวมถึงการรับมือกับลูกกลางอากาศที่แม่นยำและเด็ดขาด เขามีความมั่นใจในการออกมาตัดบอล โดยเฉพาะจากลูกเตะมุมหรือลูกครอสจากด้านข้าง
อย่างไรก็ตาม จุดที่ยังต้องพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งใน ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมไทยแลนด์ลีก 2025 อย่างสมบูรณ์แบบ คือเรื่องของ การยืนตำแหน่งในจังหวะสวนกลับเร็ว โดยบางครั้งกฤษฎายังมีปัญหาเล็กน้อยในการคาดเดาทิศทางการยิง หรือออกมาตัดสินใจเร็วเกินไปในจังหวะที่บอลเปลี่ยนจากรับเป็นรุกของคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถปรับปรุงได้ด้วยประสบการณ์และการฝึกซ้อมอย่างมีเป้าหมาย
เงียบขรึม ถ่อมตน ไม่โอ้อวด เป็นคนตั้งใจทำงานและพัฒนาตนเองอยู่ตลอด
7. วัชระ ศรทองจันทร์

- สโมสร: นครปฐม ยูไนเต็ด
- เสียประตู: 52
- ลงเล่น: 28 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.86
แม้วัชระ ศรทองจันทร์ จะยังถือเป็นผู้รักษาประตูดาวรุ่งในไทยแลนด์ลีก แต่เขาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันน่าทึ่งในหลายแมตช์ของฤดูกาล 2025 โดยเฉพาะในจังหวะที่ต้องเซฟลูกยิงเร็ว หรือลูกยิงที่แฉลบเปลี่ยนทาง เขาแสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาที่รวดเร็ว การพุ่งปัดที่มั่นใจ และความกล้าหาญในการเข้าปะทะแบบไม่ลังเล
หนึ่งในจุดแข็งที่เห็นชัดของวัชระคือการ “โฟกัส” ในสถานการณ์กดดัน เขามักจะอ่านเกมได้ดีในจังหวะที่คู่แข่งบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว และตอบสนองได้อย่างฉับไว ถึงแม้จะเจอแนวรุกที่หลากหลาย เขาก็ยังรักษาความนิ่งไว้ได้ดีในหลายแมตช์
อย่างไรก็ตาม ในฐานะของผู้รักษาประตูที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา วัชระยังต้องเพิ่มประสบการณ์ในเรื่องของ การควบคุมพื้นที่หน้าประตู (area control) และ การสื่อสารกับแนวรับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อต้องออกคำสั่งหรือประสานงานกับเซ็นเตอร์แบ็คในสถานการณ์คับขัน
กระตือรือร้น ตั้งใจเรียนรู้ และไม่หยุดพัฒนา เป็นผู้เล่นที่มีอนาคตไกลในตำแหน่งนี้
8. ธนวัฒน์ นวลศรี

- สโมสร: นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
- จำนวนประตูที่เสีย: 54
- จำนวนแมตช์: 29 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 1.86
ธนวัฒน์ นวลศรี คือผู้รักษาประตูที่มีสรีระสูงใหญ่และร่างกายแข็งแรง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับตำแหน่งนี้ ความสูงและช่วงแขนที่ยาวของเขาช่วยให้สามารถดักบอลกลางอากาศได้ดี ทั้งจากลูกครอสและลูกเตะมุม โดยเฉพาะในจังหวะบอลโด่งในกรอบเขตโทษ เขามักจะเป็นคนแรกที่ขึ้นไปคว้าบอลหรือชกสกัดอย่างมั่นใจ
อีกจุดแข็งของเขาคือ ความกล้าหาญในการออกมาตัดบอลในจังหวะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตัดบอลที่หลุดมาจากแนวรับ หรือการดวลกับกองหน้าของคู่แข่งแบบตัวต่อตัว เขามีความแม่นยำในการพุ่งเข้าบอล และมีปฏิกิริยารวดเร็ว ซึ่งช่วยลดโอกาสในการเสียประตูให้กับทีมได้หลายครั้ง
แม้สถิติการเสียประตูจะค่อนข้างสูงในฤดูกาลนี้ (54 ประตูจาก 29 นัด) แต่หลายครั้งก็เป็นผลมาจากความผิดพลาดในแนวรับของทีม เช่น การปล่อยให้คู่แข่งหลุดเดี่ยว หรือการเสียตำแหน่งจากลูกเซตพีซ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้รักษาประตูโดยตรง อย่างไรก็ตาม ธนวัฒน์ยังคงแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเซฟทุกจังหวะ และไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
มั่นใจ กล้าตัดสินใจ และมีบทบาทในการสั่งการเกมรับเป็นอย่างดี
9. จิรวัฒน์ วังทะพันธ์

- สโมสร: ขอนแก่น ยูไนเต็ด
- เสียประตู: 57
- ลงเล่น: 27 นัด
- ค่าเฉลี่ยเสียประตู/นัด: 2.11
แม้ว่าจิรวัฒน์ วังทะพันธ์ จะเป็นผู้รักษาประตูที่เสียประตูมากที่สุดในกลุ่มท็อป 9 ของไทยแลนด์ลีก 2025 แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายแมตช์และในบริบทของระบบทีม จะเห็นได้ว่าหลายประตูที่เสียไปนั้นเกิดจากแนวรับของทีมที่มีช่องโหว่และความผิดพลาดส่วนรวมมากกว่าตัวเขาเอง
สิ่งที่ทำให้จิรวัฒน์ยังคงอยู่ในอันดับสูงสุดของการจัดอันดับนี้ คือ ความสามารถในการเซฟลูกยาก โดยเฉพาะในจังหวะดวลเดี่ยว (One-on-One) และลูกยิงในระยะประชิด เขามีการตอบสนองที่รวดเร็วมาก และมักออกมาตัดบอลได้ดีในช่วงเวลาที่สำคัญ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ ไม่ลังเลในการออกมาตัดบอล แม้จะต้องเผชิญหน้ากับกองหน้าที่มีความเร็วหรือมีทักษะสูง
แม้ต้องเจอเกมที่คู่แข่งมีโอกาสยิงหลายครั้งต่อเกม แต่เขายังคงยืนหยัดและทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่มีอาการถอดใจ หรือแสดงความหงุดหงิดให้เห็นในสนาม เขาคือคนที่พร้อมพุ่งตัวไปขวางลูกยิงแม้จะมีโอกาสน้อยแค่ไหนก็ตาม
ใจสู้ อดทน และมีสปิริตที่แข็งแกร่ง แม้ทีมจะตกเป็นรอง เขาก็ยังพร้อมช่วยป้องกันเต็มที่ในทุกจังหวะ
อ่านเพิ่มเติม:-
- 10 อันดับนักแบดมินตันที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปมากที่สุดในปี 2025
- 10 อันดับนักวอลเลย์บอลไทยที่น่าจับตามองในปี 2025
- Best goalkeeper Thailand League 2025
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
❓1. ใครคือผู้รักษาประตูที่ฟอร์มดีที่สุดในไทยแลนด์ลีก 2025?
นีล เอเธอริดจ์ จากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือผู้รักษาประตูที่ฟอร์มโดดเด่นที่สุดในฤดูกาลนี้ ด้วยค่าเฉลี่ยเสียประตูเพียง 0.67 ต่อเกม
❓2. มีผู้รักษาประตูชาวไทยคนใดติดอันดับยอดเยี่ยมในปี 2025 บ้าง?
มีหลายคน เช่น ปฏิวัติ คำไหม, เบญจพร วงศ์สะเจียม, และ อภิรักษ์ วรวงศ์ ที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจและถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแถวหน้า
❓3. อะไรคือคุณสมบัติสำคัญของผู้รักษาประตูยุคใหม่ในไทยลีก?
ความเร็วในการตอบสนอง, การเล่นบอลด้วยเท้า, การสื่อสารกับแนวรับ และความกล้าในการออกมาตัดบอลนอกกรอบเขตโทษ ล้วนเป็นทักษะที่ผู้รักษาประตูยุคใหม่ต้องมี